“บีเจซี” ปั้นเครือข่ายร้านโดนใจ

“บีเจซี” ปั้นเครือข่ายร้านโดนใจ ติดปีกโชห่วยทั่วประเทศ

นับเป็นครั้งแรกของ “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี ลูกสาวคนเล็กของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานเครือไทยเบฟ ที่ออกมาเปิดตัวในธุรกิจที่ตนเองพร้อมผู้บริหารได้เปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีกใหม่อย่างเป็นทางการ

โดยปกติธุรกิจในบีเจซีและบิ๊กซี ซึ่งเป็นบริษัทลูก ทางฝั่งสามี “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บีเจซีจะเป็นผู้แถลงหลักการออกมาเปิดตัวเครือข่ายร้าน “โดนใจ” ถูกพัฒนาขึ้นมาที่เข้ามาเพื่อติดอาวุธให้ร้านโชห่วยที่มีกว่า 500,000 ร้านทั่วประเทศ ให้ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน “คุณโอ๊ะ-ฐาปณี” มีความมุ่งมั่นที่จะรุกขยายเครือข่ายครั้งใหญ่โดยมีเป้าหมายถึง 30,000 ร้านค้า

หลังจากบีเจซีได้ซื้อกิจการ “บิ๊กซี” จากคาสิโน ยักษ์ค้าปลีกจากฝรั่งเศสที่ประสบปัญหาด้านการเงิน ทำให้บิ๊กซีกลายเป็นกิจการค้าปลีกของคนไทยอีกครั้ง และมีการเปลี่ยนคำขวัญเป็น “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” นับแต่นั้นมา ได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการชุมชน เอสเอ็มอี โอทอป จัดกิจกรรมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง

จนมาถึงล่าสุด คือการพัฒนาเครือข่ายร้าน “โดนใจ” สำหรับร้านโชห่วย ภายใต้บริษัทมีโชค 168 จำกัด สิ่งที่ “คุณโอ๊ะ-ฐาปณี” ได้ย้ำชัดก็คือ จากวิสัยทัศน์ของเจ้าสัวเจริญ ที่มีความมุ่งมั่นในการเข้าไปช่วยพัฒนาผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างร้านโชห่วย เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สร้างเศรษฐกิจรากหญ้าให้มีความเข้มแข็ง

ข่าวธุรกิจ-ล่าสุด

“คุณโอ๊ะ-ฐาปณี” ระบุว่าเครือข่าย “โดนใจ” ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการร่วมพัฒนาร้านค้า โชห่วยให้มีรูปแบบการบริหาร จัดการที่ทันสมัย ตลอดจนมีระบบข้อมูลที่ช่วยพัฒนาการขายแบบยั่งยืน จุดสำคัญคือการพัฒนาระบบ POS (Point of Sale System) ขึ้นมาเอง เป็นระบบขายหน้าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ที่จุดแคชเชียร์ชำระเงิน ที่พัฒนาฟีเจอร์ทรงประสิทธิภาพ จะทำให้รู้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า สินค้าตัวไหนขายดีหรือสินค้าประเภทใดเป็นที่ต้องการของแต่ละชุมชน ทำให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและแก้ปัญหาการบริหารจัดการสต๊อกที่เป็นต้นทุนหลักที่ร้านโชห่วยต้องแบกรับมาตลอด

“หลังจากเริ่มทดสอบตลาดเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการโชห่วย สนใจเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายแล้ว 1,000 ร้านค้า ซึ่งต้นปีหน้าจะนำพันธมิตรทั้งสถาบันการเงิน และผู้ผลิตสินค้าเปิดตัวและโรดโชว์ไปทั่วประเทศ พร้อมกับเป้าเพิ่มเครือข่ายเป็น 8,000 ร้านค้าในปีหน้า และในระยะยาวถึงปี 2570 ขยายเป็น 30,000 ร้านค้าทั่วประเทศ”

รูปแบบของร้านโดนใจแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบแรกใช้เครือข่ายของบิ๊กซีกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ เป็นคนจำหน่ายสินค้าให้กับร้านค้าในชุมชน พร้อมจัดส่งให้ถึงหน้าร้าน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน รูปแบบที่สองนำระบบ POS มาใช้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็นค่าบริหารระบบประมาณ 4,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะถูกคืนกลับไปให้ร้านค้าในกรณีที่มีการสั่งซื้อสินค้าตามเป้าที่กำหนดให้

ร้านค้าโชห่วยที่เหมาะสมกับการปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านโดนใจก็คือ ร้านค้าปลีกในชุมชนขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง ไม่รวมถึงร้านค้าส่งที่ขายสินค้ายกลังให้กับร้านค้าด้วยกัน ซึ่งเครือข่าย ที่เปิดไปแล้วในรูปแบบ 4 ขนาด คือขนาดเล็กสุด XS 256 ร้าน ยอดขายเฉลี่ย 4,500 บาทต่อวัน, S 420 ร้าน ยอดขายเฉลี่ย 7,400 บาทต่อวัน, M 182 ร้าน ยอดขายเฉลี่ย 10,000 บาทต่อวัน และ L 42 ร้าน ยอดขายเฉลี่ย 9,000-15,000 บาทต่อวัน โดยสาขาแรกเปิดที่จังหวัดนครราชสีมาและภาคตะวันเฉียงเหนือมีมากที่สุด 400 ร้านค้า

“ร้านโดนใจไซส์ S เหมาะกับทำเลที่อยู่ในตรอก ซอยในพื้นที่ชุมชน ไม่ต้องสต๊อกและภาระมากเกินไป สินค้าเพียง 600-1,000 เอสเคยู มูลค่าสินค้า 150,000 บาทน่าจะเพียงพอ มีสินค้าวางจำหน่ายเต็มร้านรองรับความต้องการ แต่หากเป็นไซส์ M หรือ L น่าจะเป็นไซส์ที่ตอบโจทย์และทำกำไรได้ดีที่สุด มีสินค้าวางจำหน่ายใกล้เคียงกับร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เกตขนาดเล็ก”

“คุณโอ๊ะ–ฐาปณี” กล่าวทิ้งท้ายว่า คุณพ่อ (เจ้าสัวเจริญ) ยึดหลักพื้นฐานในการดำรงชีวิตจะต้องกตัญญูกับผู้ใหญ่ จะต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย หากเป็นในวงการธุรกิจจะมีความเชื่อเรื่องการผลิตร่วมจะมีประโยชน์ (วินวิน) ร่วมกัน ดังเช่นในการขยายเครือข่ายโชห่วย เมื่อลงทุนให้พวกเขามีความเจริญแล้ว เราก็จะมีความเจริญตาม.

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : VST ECS ชี้ชิปเซตขาดแคลนเป็นไปตามกลไกตลาด คาดจบปี 65 รายได้แตะ 3.4 หมื่นล้าน